bitcoincasinothai-logo

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า Bitcoin คืออะไร

เรียกแบบให้เข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ สกุลเงินแบบดิจิตอล ปัจจุบันในโลกนี้แบ่งสกุลเงินแบบง่ายๆ ได้ 2 แบบ คือ สกุลเงินในระบบของสถาบันการเงิน ที่สามารถจับต้องได้จริง ไม่ว่าจะเป็น ในรูปแบบแบงค์ หรือว่า เหรียญ อีกแบบที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในโลกแห่ง Internet นั่นก็คือ บิทคอยน์ หรือก็คือ สกุลเงินแบบดิจิตอล ซึ่งสกุลเงินจริงนั่นจะถูกรัฐบาลในแต่ละประเทศทำการพิมพ์ หรือ ผลิตออกมาจากแท่นพิมพ์ แต่สำหรับบิทคอยน์นั้น ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษา Computer ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และบิทคอยน์นั้นไม่มีรูปร่างและจับต้องไม่ได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญเงินจริงๆ ซึ่งการจะผลิตออกมาจะถูกรันโดยคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานทั่วโลก บิทคอยน์ จัดได้ว่าเป็นสกุลเงินดิจิตอลแรกของโลกที่เรียกกันว่า “คริปโตเคอเรนซี” (Cryptocurrency)

การหา Bitcoin หาอย่างไร

มูลค่าของบิทคอยน์เกิดจากการคำนวณของระบบคอมพิวเตอร์และแจกจ่ายให้กับผู้ขุด หรือที่เราเรียกกันว่า Miners ซึ่งจะทำการ รันโปรแกรมบิทคอยน์ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ขุดจะได้รับจำนวนเหรียญตามระยะเวลาที่ขุด โดยมูลค่าของบิทคอยน์จะแปรผันกับจำนวน Miners เรียกได้ว่าถ้ามีผู้ขุดจำนวนมาก โอกาสที่จะได้รับบิทคอยน์ก็จะลดน้อยถอยลงไป ณ ปัจจุบันนี้เราสามารถหา บิทคอยน์ได้อยู่ 2 ทาง ทางแรกคือลงมือขุดเอง อีกทางหนึ่งคือเทรดหรือซื้อ-ขาย บิทคอยน์

ทำอย่างไรให้ได้ Bitcoin เยอะๆ เร็วๆ

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการขุดบิทคอยน์ ในการขุดนั้นสิ่งที่เป็นคีย์หลักในการขุดหาเหรียญบิทคอยน์นั่นก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ เรียกได้ว่ายิ่งผู้ขุดมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เร็วและแรง ก็จะมีโอกาสขุดบิทคอยน์ได้เร็วกว่าเครื่องปกติ จะเห็นได้ว่าตลาดวงการคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันนี้ มีการจัดสเปคเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับ ขุดหาบิทคอยน์โดยเฉพาะ ซึ่งอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ การ์ดจอ ยิ่งการ์ดจอแรงยิ่งมีโอกาสขุดได้มูลค่ามาก โดยกระแสของบิทคอยน์ที่มาแรงในบ้านเราทำให้การ์ดจอราคาแพงๆ ถึงกับขนาดตลาด

ทำไมกระแส Bitcoin ถึงได้มาแรงมากในเดือนมกราคม

ว่ากันตามจริงแล้ว บิทคอยน์มีมานานแล้ว โดยย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 2009 แต่มาดังระเบิดแบบเปรี้ยงปร้างไปทั่วโลกเนื่องมากจากกระแสการโจมตี ของมัลแวร์ที่เรียกว่า WannaCry ในปี ค.ศ. 2017 ซึ่งเป็นโปรแกรมที่กลุ่มแฮกเกอร์เขียนขึ้นมาเพื่อใช้ล็อคไม่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ โดยได้เรียกค่าไถ่เป็นเงินสกุล บิทคอยน์ ซึ่งทางด้าน Wall Street Journal รายงานว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อของวัลแวร์ชนิดนี้ถึง 252 รายด้วยกัน หลังจากนั้นก็เรียกได้ว่า บิทคอยน์ได้เป็นที่จับตามองของคนทั่วโลกรวมไปถึงรัฐบาลของหลายๆ ประเทศ

โดยในปี ค.ศ. 2017 ราคาของบิทคอยน์ในประเทศไทย ได้ทำสถิติสูงสุดที่เกือบห้าแสนบาทหรือ หรือประมาณ 15,000ดอลลาร์สหรัฐ จึงทำให้บิทคอยน์เป็นกระแสที่นักลงทุนในบ้านเราให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

บิตคอยน์กับตลาดในประเทศไทยประจำเดือนมกราคม

เดือนมกราคมนี้ ข่าวการลงทุนของนักลงทุนในบ้านเราเต็มไปด้วยเรื่องราวของบิตคอยน์ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นกระแสข่าวที่มาแรงแซงทุกๆ การลงทุน ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ทองคำ หรือ แม้แต่น้ำมัน เลยทีเดียว โดยมีข่าวจากทางธนาคาร Saxo ทำนายว่า ด้วยนโยบายด้านการใช้จ่ายของ ประธานาธิบดี ของสหรัฐอเมริกาอย่าง นายโดนัล ทรัมป์ จะเป็นตัวผลักดันให้มูลค่าของ ของบิทคอยน์ให้ทะยานขึ้นสูงไปแตะเพดานที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บิทคอยน์ (หรือราวๆ 71,000 บาท) โดยมีรายงานเพิ่มเติมแจ้งว่า ธนาคารของประเทศจีนและรัสเซีย ได้หันมายอมรับเงินสกุลบิทคอยน์ควบคู่ไปกับเงินสกุลดอลลาร์ในการชำระหนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาของบิทคอยน์พุ่งสูงขึ้นเป็น 3 เท่าในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ ค.ศ.2018 จากราคา 700 ดอลลาร์ ขยับมาเป็น 2,100 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์

 

ปัจจัยบวกจากประเทศจีน

ประเทศจีนนับว่าเป็นตลาดการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของโลก เป็นรองเพียงแค่สหรัฐอเมริกา โดยทางด้านธนาคาร Saxo เปิดเผยว่าประเทศจีนมีทิศทางการเติบโตของค่าเงินบิทคอยน์ ที่สวนทางกับค่าเงินหยวนที่มีปัญหาเรื่องการอ่อนตัวของค่าเงิน โดยนโยบายการเงินของประเทศจีนจะช่วยส่งผลให้จีนมีอัตราการเจริญเติบโตทางด้านการบริโภคสูงถึง 8%

ปัจจัยเกื้อหนุนจากประเทศอินเดีย

ประเทศอินเดียได้ประกาศการยกเลิกการใช้ธนบัตรขนาด 500 และ 1000 รูปี และมีข่าวลือออกมาอีกว่า ทางรัฐบาลอินเดียมีนโยบายแบนการนำเข้าทองคำ หลังจากที่ราคาของทองคำพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี ส่งผลราคาของบิทคอยน์มีมูลค่าสูงขึ้น
โดยทางเว็บไซด์หลังของธนาคารกลางแห่งประเทศอินเดีย ระบุว่า ทางธนาคารได้มีการเฝ้าติดตามโครงสร้างเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่ากฎหมายจะสามารถควบคุมให้ บิทคอยน์มีความสามารถในการชำระเงิน ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ส่วนทางด้าน Zebpay ได้ให้สัมภาษณ์กับ Coin Telegraph ว่าบิทคอยน์ ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิงโดยคนรุ่นใหม่ของอินเดียจะไม่ต้องทำการพกพาเงินแม้แต่รูปีเดียว ขณะที่นายโมหิด คาลรา ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท Coinsecure ได้กล่าวว่า ทิศทางบิทคอยน์ของชาวอินเดียเป็นไปในทิศทางบวก โดยได้คาดหวังว่า บริษัทและร้านค้าในประเทศอินเดียจะทำการยอมรับการชำระหนี้ด้วยบิทคอยน์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราของจำนวนผู้ใช้บิทคอยน์ให้เพิ่มมากขึ้น

ทำไมกระแส Bitcoin ถึงมาแรงมากในไทยในเดือนมกราคมนี้

Sidebar Post

Loading...
cardano ada

Raoul Pal วิเคราะห์Cardano (ADA): เป็นเหรียญคริปโตที่น่าสนใจอย่างไร?